เมนูหลัก
ประวัติมูลนิธิร่วมกตัญญู
กว่าจะถึงวันนี้
จากใจเรา...ชาวร่วมกตัญญู
รวมรูปภาพ
เว็บบอร์ด
ดาวน์โหลด
แลกลิงค์
ติดต่อเรา
กำลังพลในร่วมสิงห์
คณะกรรมการจังหวัด
จุดเมืองสิงห์บุรี
จุดพรหมบุรี
จุดค่ายบางระจัน
จุดบางระจัน
จุดอินทร์บุรี
จุดท่าช้าง
จุดโพธิ์ทะเล
เพื่อนบ้าน
ร่วมกตัญญูสระบุรี
ร่วมกตัญญุสมุทรสาคร
ร่วมกตัญญพิจิตร
ร่วมกตัญญเพชรบูรณ์
ร่วมกตัญญอยุธยา
ร่วมกตัญญจุดประเวศ
ร่วมกตัญญจุดมีนบุรี
ร่วมกตัญญจุดพุเตพ
ร่วมกตัญญเขต บก.น.1
ร่วมกตัญญธนบุรี
มูลนิธิพุทธธรรม (ฮุก) 31
สถิติการเข้าชม
สถิติการเข้าชมเว็บ
วิธีติดสติ๊กเกอร์ให้ถูกต้อง
วิธีติดสติ๊กเกอร์ให้ถูกต้อง

มูลนิธิร่วมกตัญญู "กว่าจะถึงวันนี้"

1.ชื่อของ "มูลนิธิร่วมกตัญญู"ใครเป็นคนตั้ง?
        “เป็นชื่อที่คุณหมอโรจน์กับดาบตำรวจถาวร ชอบพาณิชย์ ตำรวจซึ่งทำงานที่สันติบาลช่วยกันตั้งขึ้นมา เพราะตอนที่หมอโรจน์เขาไปขอจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯนั้น ทางดาบตำรวจถาวร ซึ่งมีหน้าที่รับจดทะเบียนเขาก็บอกว่า เขาจะช่วยหาชื่อที่ไม่ซ้ำกับคนอื่นให้ ก็เลยได้ชื่อว่า “มูลนิธิร่วมกตัญญู” ซึ่งผมก็เห็นดีด้วย เพราะเป็นชื่อที่มีความหมายดี และก็ตรงกับจุดประสงค์ของเราด้วย และคำว่า “หงีในภาษาจีนก็แปล ว่ากตัญญู ซื่อสัตย์ และไม่ทรยศด้วยครับ”

2.คิดว่าตอนนั้นมูลนิธิฯเจริญเติบโตอย่างที่คิดเอาไว้แล้วหรือไม่?
        “ตอนนี้ผมดีใจและภูมิใจอย่างมากๆเลย ที่มูลนิธิฯของเรามีอาคารที่ทำงานอย่างถาวร พร้อมทั้งศาลเจ้าซึ่งประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในเนื้อที่กว่า 4 ไร่ มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 200 กว่าล้านบาท สำหรับเงินในการก่อสร้างทั้งหมดนี้ ก็ได้มาจากแรงศรัทธาของประชาชนที่ได้บริจาคให้กับทางมูลนิธิฯมาโดยตลอดนั่นเอง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทางมูลนิธิฯได้รับบริจาคนั้น เป็นเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาเป็นผู้บริจาคให้ทั้งสิ้น เพราะทางมูลนิธิฯไม่เคยออกไปเรี่ยไรเงินทองจากใครทั้งนั้น ถ้าหากมีใครเอาชื่อของมูลนิธิฯไปแอบอ้างเพื่อเรี่ยไรเงินแล้วละก้อ ให้เรียกตำรวจจับได้ทันที เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผมมีความภาคภูมิใจว่า มูลนิธิฯของเราค่อยๆเติบโตขึ้นมาได้ เพราะแรงศรัทธาของประชาชนอย่างจริงๆ มูลนิธิฯของเราเปรียบเสมือนเด็กแรกเกิดที่ค่อยๆเจริญเติบโต คือก่อนที่จะยืนหรือว่าเดินได้อย่างมั่นคงนั้น เราก็ต้องหัดคลานมาก่อน พอคลานได้ก็เริ่มยืน เดิน แล้วก็วิ่งมาตามลำดับ ผมไม่เคยคิดเลยว่าความฝันของผมจะเป็นจริงได้ในวันนี้ เพราะการที่จะทำให้มูลนิธิฯเจริญเติบโตได้ถึงขนาดนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆเลย ผมต้องขอขอบคุณประชาชนทุกท่าน ที่ได้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯของเรา ทุกวันนี้ถ้าหากผมตายไปผมก็นอนตายตาหลับแล้ว เพราะผมได้ทำในสิ่งที่ผมฝันเอาไว้ได้สำเร็จแล้ว และผมก็ดีใจยิ่งกว่าผมได้เป็นมหาเศรษฐี เพราะการเป็นมหาเศรษฐี ตายไปก็ไม่สามารถเอาเงินไปได้แม้แต่บาทเดียว มูลนิธิร่วมกตัญญูเจริญเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะประชาชนทุกท่าน เพราะฉะนั้นมูลนิธิฯนี้ก็ควรที่จะเป็นของประชาชนทุกท่าน ไม่ใช่เป็นของผมหรือว่าเป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรอกนะครับ”

3.ปัจจุบันนี้ทางมูลนิธิฯมีความพร้อมในการที่จะออกไปช่วยเหลือประชาชนและสังคมอย่างไรบ้าง?
        “ตอนนี้ทางมูลนิธิฯ มีเจ้าหน้าที่ประจำพร้อมทั้งอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 3,000 คน ในการช่วยเหลือและกู้ภัยประชาชนที่ประสบภัยในเบื้องต้นอย่างถูกต้องตามหลักวิธี ไม่ว่าภัยนั้นจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ หรือภัยที่มนุษย์กระทำขึ้น ปัจจุบันทางมูลนิธิฯมีรถกู้ภัยและเก็บศพรวม 40 คัน รถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล 3 คัน รถดับเพลิงและอุปกรณ์สำหรับผจญเพลิงที่ทันสมัย รถบรรทุกสำหรับนำส่งของเครื่องอุปโภค-บริโภคไปแจกจ่ายแก่ผู้ที่ประสบภัย และผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับความเดือดร้อนอีก 3 คัน รถบรรทุกอุปกรณ์การกู้ภัยต่างๆอีก 2 คัน และยังมีอุปกรณ์ในการกู้ภัยทางน้ำ ชุดประดาน้ำ และอุปกรณ์ในการกู้ภัยต่างๆอย่างครบครัน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆนั้น ทางมูลนิธิฯไม่ได้แบ่งเชื้อชาติ ศาสนาแต่อย่างใด เรายินดีช่วยเหลือทุกคนด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้นครับ”

4.กว่าจะมาถึงวันนี้ คิดว่าเป็นการยากลำบากหรือคิดที่จะท้อถอยบ้างหรือเปล่า?
        “ไม่เคยคิดเลย เพราะผมได้ตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เอาไว้อย่างแรงกล้าแล้ว แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ผมรู้สึกเสียใจ ที่มีคนบางคนไม่ค่อยเข้าใจในการทำงานของพวกเรา เมื่อก่อนนี้จะทำงานยากและลำบากกว่าสมัยนี้เยอะเลย เมื่อก่อนคนจะรังเกียจพวกเรามาก ขนาดเราไปจอดรถเพื่อกินข้าวในร้านเขา เขายังไม่ยอมให้เราเข้าไปในร้านเลย แม้แต่รถของมูลนิธิฯ เขายังไม่ยอมให้จอดที่ร้านของเขาด้วย เขาให้เราเอาไปจอดไกลๆร้านเขาหน่อย เพราะเขากลัวว่าอะไรจะไปติดร้านของเขาหรือยังไงไม่ทราบ บางร้านดีหน่อยยอมขายข้าวให้กับเรา แต่เขาไม่ยอมให้เราเอาถ้วยเอาชามของเขามากิน เขาจะเอาข้าวใส่ใบตองมาให้พวกเราแทน บางทีต้องไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในต่างจังหวัด เราไม่มีเวลาได้กินข้าวกันเลย พอเสร็จงานจะแวะกินข้าว เขาก็ไม่ยอมขายให้กับเรา เราต้องไปซื้อกล้วยน้ำว้ามาประทังความหิวไปก่อน พอกลับมาถึงมูลนิธิฯถึงจะได้กินข้าวกัน แต่เดี๋ยวนี้ค่อยยังชั่ว เพราะประชาชนเริ่มเข้าใจในการทำงานของพวกเราว่าเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนเขาไม่เข้าใจและไม่มีความศรัทธาในมูลนิธิฯของเรา มูลนิธิฯของเราคงจะไม่มีอาคารที่ทำงานอย่างถาวร และเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ในการกู้ภัยเหมือนกับวันนี้หรอกครับ

5.ที่ทางมูลนิธิฯแย่งกันเก็บศพก็เพราะมีการจ่ายค่าหัวและหวังทรัพย์สินจากผู้ตายจริงหรือไม่?
        “เรื่องที่จ่ายค่าหัวในการเก็บศพนั้น ผมขอยืนยันเลยว่า ไม่มีใครจ่ายให้เราอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องที่หวังทรัพย์สินของผู้ตายนั้น ทางผมจะเน้นและบอกกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของเราทุกคนว่า อย่าได้เอาทรัพย์สินของผู้ตายมาเป็นสมบัติของเราเอง เพราะการที่เขาประสบภัย ก็ถือว่าเขามีเคราะห์กรรมอย่างมากมายแล้ว เราไม่ควรที่จะไปซ้ำเติมเขาอีก แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะรับรองได้ว่าเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครของเราจะมีความซื่อสัตย์เหมือนกันทุกคน แต่ถ้าหากผมจับได้ว่า คนไหนไปเอาทรัพย์สินของผู้ที่ประสบภัยมาแล้วละก้อ ผมจะให้ตำรวจจับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีเลย แต่ถ้าครั้งไหนที่ผมออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครคนไหนไปเอาทรัพย์สินของผู้ประสบภัยมาเลย เพราะผมจะให้ตำรวจค้นตัวทุกคนหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว และตอนนี้ผมยิ่งมีความสบายใจมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าทางเราได้ร่วมกับสถาบันนิติเวชจิตวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจ โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ มานั่งประจำรถมูลนิธิฯทุกคันที่ออกปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง

6.ตั้งแต่ทำงานทางด้านนี้มาเคยเจอพวกผีหรือเกิดภาพบ้างหรือเปล่า?
        “เรื่องผีเนี่ยผมยืนยันได้เลยว่าไม่มี ผีเป็นยังไงผมยังไม่เคยเจอเลย แต่ถ้าเป็นวิญญาณอาจจะมี เท่าที่ผมรู้มาเนี่ยวิญญาณของคนเรามี 3 เส้นด้วยกัน เมื่อตายไปแล้ว เส้นหนึ่งจะไปพบกับยมทูต อีกเส้นหนึ่งจะล่องลอยไปๆมาๆ ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะตามไปเฝ้าศพของตัวเอง เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของเราทุกคนว่า ถ้าเราไปเก็บศพของใครขึ้นรถแล้ว เราจะต้องเรียกวิญญาณของเขาขึ้นรถด้วย เวลาที่เอาเขาลงรถแล้วก็อย่าลืมเรียกวิญญาณของเขาลงไปด้วย ไม่อย่างนั้นเขาก็จะหาร่างของเขาไม่เจอ เขาก็จะมาวนเวียนอยู่กับเรานั้นแหละ อย่างเด็กของผมบางคน เขาบอกว่าเขาเห็นผีผู้หญิงมาเล่นน้ำในสระน้ำหลังมูลนิธิฯที่กล้วยน้ำไท ผมก็บอกว่าไม่จริงหรอก แต่ก็มีหลายคนยืนยันว่าเห็นอย่างนั้นจริงๆ ผมจึงไปทำพิธีขอขมาเขาว่า ถ้าพวกเด็กๆของผมทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรลงไปก็ให้อภัยกับเขาด้วย อยากได้อะไรก็ขอให้บอก ที่พวกเด็กๆเขาเห็นวิญญาณของผู้หญิงคนนั้น ก็เพราะว่าตอนที่ผู้หญิงคนนี้เขาตาย ทางมูลนิธิฯก็ได้ไปเก็บศพของเขา และทางญาติพี่น้องของเขาก็ได้ให้เตียงนอน ตู้เสื้อผ้าของคนตายมาด้วย พวกเด็กๆก็เอามานอนเล่นที่มูลนิธิฯ แต่มีบางคนที่เอาเตียงของเขาไปแยกเป็นชิ้นๆ เขาคงจะหวงของๆ เขาๆก็เลยมาตามเอาของๆเขา พอผมไปขอขมาเขาและบอกกับเขาว่าของเหล่านี้ คนที่ตายไปแล้วไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เขาใช้กัน และมนุษย์กับวิญญาณก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่ถ้าอยากจะได้ของคืนก็จะส่งไปให้ หลังจากวันนั้นมาแล้ว ก็ไม่เคยมีใครเห็นเขาอีกเลย สำหรับภาพหลอนต่างๆนั้นผมก็ไม่เคยเจอเหมือนกัน แต่อาจจะมีฝันไปบ้างว่ามีคนเขามาขอโลงศพจากผม ผมก็บอกกับเขาไปว่าอยากได้ใบไหนก็ให้ไปเลือกเอาเอง เพราะว่าผมจะเก็บพวกโลงศพไว้ที่มูลนิธิฯเยอะมาก พอตื่นเช้ามาผมลองไปดูที่โลงศพ ผมก็จะเห็นรอยมือของคนไปประทับอยู่บนโลงศพ และโลงใบนั้นก็จะต้องได้ใช้ในวันนั้นอย่างจริงๆ ครับ”

7.มีหลักหรือว่าวิธีในการเก็บศพแต่ละศพเหมือนกันหรือเปล่า?
        “วิธีเก็บศพแต่ละศพนั้นไม่เหมือนกันเราต้องมีวิธีเก็บให้ถูกต้อง กว่าผมจะรู้ว่าการเก็บศพแต่ละศพให้ถูกวิธีนั้น ผมต้องอาศัย ประสบการณ์ในการทำงานของผมเอง อย่างศพที่ผูกคอตายบนต้นไม้นั้นเราจะต้องมีการซักซ้อมกับคนที่จะขึ้นไปตัดเชือกให้ดีก่อน เพราะถ้าไม่นัดกันให้ดีเวลาที่ศพตกลงมาแล้วเรารับไม่ทัน ศพก็จะแตกกระจายหมด เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาตัดเชือกแล้ว เราจะต้องรับศพด้วย การกอดศพเอาไว้กับตัวของเราให้ได้ ถ้าเป็นศพที่ลอยน้ำมาและศพคว่ำหน้า เวลาที่เราจะพลิกหน้าของศพขึ้นมาเราจะต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่มีวิธีในการพลิกแล้วละก้อ น้ำที่อยู่ในท้องของศพก็จะพุ่งปรู๊ดเข้าหน้าหรือว่าเข้าปากของเราพอดี เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะพลิกศพเนี่ยเราจะต้องจับเท้าของศพแล้วพลิกขึ้นมา ถ้าพลิกทางหัวจะต้องเจอน้ำพุ่งใส่หน้าเราทุกที เพราะว่าอากาศที่อยู่ในท้องมันจะดันน้ำพุ่งออกมา อย่างศพตายในน้ำเนี่ยต่อให้อยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม ผมสามารถที่จะบอกได้เลยว่า ศพนั้นเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย เคล็ดลับเรื่องนี้มีอยู่นิดเดียวก็คือ ถ้าเป็นศพผู้ชายจะต้อง นอนคว่ำหน้า แต่ถ้าเป็นศพผู้หญิงจะต้องนอนหงายทุกคน ถ้าไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์กันดูได้เลยครับ (หัวเราะ)
เมื่อก่อนนี้วัณโรคเป็นโรคที่รักษาไม่หายและเป็นโรคติดต่อที่น่ากลัวมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปเก็บศพพวกนี้เราจะต้องมีวิธีอย่างนี้ครับ คือมือหนึ่งเอากระดาษฟางปิดจมูกปิดปากของเราเอาไว้ให้ดี อีกมือหนึ่งก็ถือกระดาษฟางอีก 2-3 แผ่น พอไปถึงศพเราก็เอากระดาษฟางที่ถืออยู่ในมือนั้นไปปิดหน้าของศพเอาไว้เลย เพราะกระดาษฟางมันจะซับเอาเชื้อโรคไว้ในกระดาษนั้นแล้ว ส่วนเลือดของคนตาย ก็ให้ใช้กระดาษฟางซับหรือว่าเช็ดเหมือนกัน หลังจากนั้นเราก็ใช้กระดาษฟางห่อศพ แล้วใช้ผ้ามาผูกไว้อีกทีหนึ่ง เรื่องการใช้ผ้าขาวห่อศพเนี่ย ผมคิดว่า ผมเป็นคนแรกที่เอาวิธีนี้มาใช้ เพราะมันสะดวกและง่ายต่อการแบกศพด้วย ถ้าต้องขึ้นไปเก็บศพในที่สูงแล้วใช้เปลหามเนี่ย มันคงจะเป็นเรื่องที่ลำบาก ถ้าใช้ผ้าขาวห่อคนเดียวก็แบกได้แล้ว การแบกศพก็ต้องมีวิธีเหมือนกัน คือเราจะต้องเอาหัวของเขาไปไว้ข้างหลัง และเอาหลังของเขามาไว้ที่บ่าของเรา ถ้าเอาท้องมาไว้ที่ไหล่ของเราเมื่อไหร่ ผมรับรองได้เลยว่าเราแบกเขาไม่ไหวอย่างแน่นอน และผมมีเคล็ดลับในการเก็บศพที่เน่าขนาดไหนก็ไม่เหม็นก็คือ ห้ามเราบ้วนน้ำลายอย่างเด็ดขาด ถ้าบ้วนเมื่อไหร่เราจะต้องอ้วกออกมาในทันทีเลย เรื่องนี้ผมจะบอกกับเจ้าหน้าที่ของเราทุกคนเลยครับ”

8.มีวิธีในการฝึกไม่ให้กลัวผีหรือว่ากลัวคนตายได้อย่างไร?
        “อย่างเจ้าหน้าที่หรือว่าอาสาสมัครที่มาทำงานกับเราใหม่ๆเนี่ย มีบางคนที่ยังรู้สึกว่ากลัวๆอยู่ เราก็จะพาเขาไปฝึกอยู่เรื่อย ถ้าหากมีศพคนตาย ผมก็จะเรียกให้เขามาอยู่ใกล้ๆกับผม แล้วผมก็จะคอยดูว่าเขาเผลอเมื่อไหร่ พอเขาเผลอผมก็จะคว้ามือของเขามาจับกับมือของคนตาย บางคนก็อาจจะตกใจ แต่ผมก็จะพยายามปลอบใจ และพูดกับเขาว่ามีอะไรมั้ย มีผีที่ตรงไหนลองจับดูซิ แล้วผมก็จะเอามือของเขาค่อยๆจับตามตัวของศพไปเรื่อยๆ พอไม่มีอะไรเขาก็จะไม่รู้สึกกลัวอะไรอีกแล้ว สำหรับอาสาสมัครที่เป็นผู้หญิงที่ผมเห็นแล้วรู้สึกประทับใจอย่างมากๆก็คือ กิ่ง (ภัทรา ทิวานนท์) เพราะผมไม่คิดว่าเขาจะมีความกล้าถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่เขาไม่เคยมาฝึกการเก็บศพเลย เพราะตอนที่เครื่องบินเลาด้าตกที่สุพรรณบุรี กิ่งเขาขอไปด้วย และเขาก็ไปช่วยอาสาสมัครคนอื่นเก็บศพค้นหาศพ โดยไม่กลัวหรือว่ารังเกียจแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้เราก็มีเจ้าหน้าที่เก็บศพที่เป็นผู้หญิงหลายคนเหมือนกัน และผมก็กำลังจะรับสมัครเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้หญิงเข้ามาอีก เพราะถ้าเป็นศพผู้หญิง เราก็จะให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้หญิงเข้าไปเก็บ เพราะศพบางศพนั้น ผมมีความรู้สึกว่า มันไม่ค่อยจะเหมาะสมซักเท่าไหร่ ถ้าจะให้ผู้ชายเข้าไปเก็บ ถึงแม้ว่าเขาจะตายไปแล้วก็ตามครับ”

9.จากการที่ท่านประธานสร้างบุญสร้างกุศลด้วยการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คิดว่าบุญกุศลได้ตอบสนองเรา กลับมาบ้างหรือเปล่า?
        “ผมคิดว่ามีกลับมาอย่างแน่นอน อย่างเมื่อสองปีก่อนเนี่ย ผมป่วยเป็นโรคไต ผมไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวสุขุมวิท หมอเขายังบอกกับครอบครัวของผมเลยว่าให้ทำใจไว้ได้เลย ยังไงผมก็ไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน รักษาไปก็มีแต่เปลืองเงินเปล่าๆ ภรรยาของผมก็เลยย้ายผมไปรักษาที่โรงพยาบาลพระราม 9 พอมารักษาที่นี่ผมก็ได้เจอกับคุณหมอวิรุฬห์ มาวิจักขณ์ ซึ่งเป็นหมอที่เก่งมากและมีจิตวิทยาในการรักษาคนไข้ได้ดีมาก พอผมมารักษาตัวอยู่ที่นี่อาการของผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และคุณหมอก็ได้แนะนำให้ผมไปเปลี่ยนไตที่ประเทศออสเตรเลีย พอร่างกายของผมแข็งแรงพอที่จะไปได้ผมก็เดินทางไปทันทีเลย ตอนที่ไปรักษาตัวอยู่ที่นั่น ผมไม่รู้สึกตัวเป็นเดือนๆเลย พอผมรู้สึกตัว ผมยังคิดว่าตัวเองคงจะไม่รอดแล้ว เพราะมันเจ็บและทรมานอย่างมากๆเลย แต่ผมก็รอดพ้นจากความตายมาได้เหมือนปาฏิหาริย์จริงๆ แม้แต่คุณหมอที่รักษาผมยังไม่ค่อยมั่นใจว่าผมจะหายเลยครับ แต่ก่อนหน้านี้ ก็มีเรื่องรถคว่ำรถชนอยู่บ่อยๆ แต่ทุกคนในครอบครัวของเรากลับไม่เป็นอะไรเลย นอกจากบาดเจ็บแค่เล็กๆน้อยเท่านั้น หรือแม้แต่เราเอาสิ่งของเข้าไปแจกให้กับชาวบ้านในแถบที่มีอันตรายมากๆ พวกเราก็สามารถกลับออกมาได้ โดยที่ไม่มีใครเป็นอะไรเลย เพราะเราคิดว่าเรามาด้วยความบริสุทธิ์ใจและเราต้องการที่จะไปช่วยเหลือประชาชนที่เขาเดือดร้อนอย่างจริงๆ อาจจะเป็นเพราะบุญกุศลที่เราทำไว้ก็ได้ จึงทำให้พวกเรารอดพ้นจากอันตราย มาได้ทุกครั้งเลยครับ”

10.ท่านประธานมีอะไรที่อยากจะบอกให้ทุกๆ คนได้รับทราบหรือไม่?
        “ผมก็อยากจะบอกว่ามูลนิธิร่วมกตัญญูแห่งนี้ไม่ได้เป็นของใครทั้งสิ้น มูลนิธิฯนี้เป็นของประชาชนทุกคน ใครได้รับความเดือดร้อนหรือว่าอยากจะให้มูลนิธิฯของเราช่วยเหลืออะไรก็บอกมาได้เลย ถ้าเราช่วยเหลือได้ เราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกคน เพราะมูลนิธิฯของเราไม่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แค่เก็บศพเท่านั้น ใครที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ เราก็ยินดีที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และผมก็อยากจะบอกกับทุกๆคนว่า ถ้าหากท่านมีโอกาสที่จะช่วยเหลือสังคมได้แล้วละก้อ ขอให้ท่านช่วยเหลือไปเถอะครับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการช่วยเหลือที่น้อยนิดก็ตาม เพราะคนไทยเป็นคนใจบุญใจกุศลอยู่แล้ว และขอให้เราอยู่ในสังคมด้วยความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันดีกว่านะครับ”

        จะมีคนซักกี่คนที่มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ และรู้จักกับคำว่าเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์เหมือนกับ “สมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง” จะมีคนซักกี่คนที่มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ลูกผู้ชายที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ ด้วยความอดทนและทนอดมา ตั้งครึ่งค่อนชีวิตกว่าจะสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงเหมือนเช่นทุกวันนี้

Facebook : [มูลนิธิร่วมกตัญญ] [ร่วมกตัญญูสิงห์บุร]
©
2009 - 2011 RuamSing | E-mail : ruamsing@hotmail.com | ศูนย์ร่วมสิงห์ 036-530449 , Webmaster 082-1448892